Spread Forex คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ของสินทรัพย์ที่กำลังซื้อขาย โดยเป็นหนึ่งในต้นทุนที่เกิดขึ้นเมื่อเปิดและปิด Position ในตลาด Forex
ตัวอย่างเช่น หาก EUR/USD แสดงราคา Bid ที่ 1.08000 และ Ask ที่ 1.08010 ส่วนต่างระหว่างสองราคาคือ 0.00010 ซึ่งสำหรับการเสนอราคาแบบ 5 ตำแหน่งทศนิยม เท่ากับ 1 Pip หรือ 10 Points
Spread มีความสำคัญเพราะยิ่ง Spread กว้าง ต้นทุนเริ่มต้นของ Trade ก็ยิ่งสูง โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่เข้าออกตลาดบ่อย เช่น Scalping ดังนั้นการเลือก Broker ไม่ควรดูเพียงคำว่า “Spread ต่ำ” แต่ควรพิจารณา Spread + Commission + Slippage + คุณภาพการ Execution ร่วมกัน
Spread Forex คืออะไร?
เมื่อดูราคาของคู่เงินบนแพลตฟอร์ม คุณจะเห็นราคา 2 ฝั่ง ได้แก่
Bid คือราคาที่สามารถขายสินทรัพย์ได้
Ask คือราคาที่สามารถซื้อสินทรัพย์ได้
Spread คือส่วนต่างระหว่าง Ask และ Bid
สูตรพื้นฐานคือ
Spread = Ask - Bid
MetaTrader อธิบาย Bid ว่าเป็นราคาที่สามารถขายได้ และ Ask เป็นราคาที่สามารถซื้อได้ โดย Spread คือความแตกต่างระหว่างราคาทั้งสอง และแพลตฟอร์มสามารถแสดง Spread ในหน่วย Point ตามจำนวนทศนิยมของแต่ละ Symbol ได้
ตัวอย่าง Spread EUR/USD
สมมติราคาเป็น
Bid = 1.08000
Ask = 1.08010
ดังนั้น
Spread = 1.08010 - 1.08000 = 0.00010
สำหรับ EUR/USD ที่แสดง 5 ตำแหน่งทศนิยม:
0.00010 = 1 Pip = 10 Points
จุดนี้สำคัญมาก เพราะคำว่า Pip และ Point ไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ ความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับจำนวนทศนิยมของ Symbol
ทำไมเปิด Buy แล้ว Position จึงติดลบทันที?
เมื่อเปิด Buy คุณจะเข้า Position ที่ราคา Ask
แต่หากต้องปิด Position Buy ทันที คุณจะขายออกที่ราคา Bid
ดังนั้นหากราคายังไม่เคลื่อนไหว คุณจะมีผลลบเบื้องต้นจากส่วนต่างระหว่าง Ask และ Bid ซึ่งก็คือ Spread
ตัวอย่าง:
เปิด Buy ที่ Ask = 1.08010
Bid ขณะเดียวกัน = 1.08000
หากปิด Position ทันทีโดยที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง การปิดจะเกิดที่ Bid ซึ่งต่ำกว่าราคาเปิด 0.00010
ดังนั้น Spread จึงเป็นหนึ่งในต้นทุนของการเข้าและออกจากตลาด
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนจริงไม่ได้มีเพียง Spread เท่านั้น บัญชีบางประเภทอาจมี Commission เพิ่มเติม และต้นทุน Execution เช่น Slippage ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน
Spread กับ Pip และ Point ต่างกันอย่างไร?
นี่เป็นจุดที่มือใหม่มักสับสน
คำศัพท์ | ความหมาย |
|---|---|
Spread | ส่วนต่างระหว่าง Bid และ Ask |
Pip | หน่วยที่ใช้วัดการเคลื่อนไหวของราคาใน Forex |
Point | หน่วยราคาที่แพลตฟอร์มใช้แสดงการเปลี่ยนแปลงของราคา |
Pipette | หน่วยย่อยที่มีค่าเท่ากับ 1/10 Pip ในการเสนอราคาบางรูปแบบ |
ตัวอย่าง EUR/USD แบบ 5-digit:
1 Pip = 0.00010
1 Point = 0.00001
ดังนั้น 1 Pip = 10 Points
ดังนั้น หากแพลตฟอร์มแสดง Spread = 10 Points นั่นอาจเท่ากับ 1 Pip สำหรับ EUR/USD แบบ 5-digit
ควรตรวจสอบจำนวนทศนิยมและ Specification ของ Symbol ก่อนคำนวณต้นทุนเสมอ เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทอาจใช้ Tick Size, Point และ Contract Specification แตกต่างกัน
Fixed Spread กับ Variable Spread ต่างกันอย่างไร?
Broker อาจนำเสนอ Spread ในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยสองแนวคิดที่พบบ่อยคือ Fixed Spread และ Variable หรือ Floating Spread
Fixed Spread
Fixed Spread คือ Spread ที่กำหนดไว้ตามเงื่อนไขของบัญชีหรือ Symbol และไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามตลาดในลักษณะเดียวกับ Floating Spread
ข้อดีคือ
คาดการณ์ต้นทุนได้ง่ายขึ้น
เหมาะกับผู้ที่ต้องการความแน่นอนของต้นทุน
เปรียบเทียบต้นทุนได้ง่ายในช่วงเงื่อนไขที่กำหนด
แต่ควรอ่านเงื่อนไขของ Broker เพราะ Spread ที่โฆษณาอาจมีข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายอื่นอาจถูกคิดแยกต่างหาก
Variable หรือ Floating Spread
Variable Spread สามารถเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด เช่น
สภาพคล่อง
ความผันผวน
ช่วงเวลาของตลาด
ข่าวเศรษฐกิจ
สภาวะการส่งคำสั่ง
ในช่วงที่สภาพคล่องดี Spread อาจแคบลง ขณะที่ในช่วงตลาดผันผวนหรือสภาพคล่องลดลง Spread อาจกว้างขึ้น
ดังนั้นอย่าประเมินบัญชีจาก Spread ต่ำสุดเพียงตัวเลขเดียว ควรดู Average Spread ในช่วงเวลาที่คุณเทรดจริง ด้วย
Raw Spread หรือ Spread ต่ำมาก หมายความว่าต้นทุนถูกที่สุดหรือไม่?
ไม่เสมอไป
บัญชีที่มี Spread ต่ำมาก เช่น Raw Spread หรือบัญชีที่มี Spread ใกล้ศูนย์ อาจมี Commission แยกต่างหาก
ในทางกลับกัน บัญชีที่ไม่มี Commission แยกอาจมี Spread กว้างกว่า
ดังนั้นควรเปรียบเทียบ ต้นทุนรวม แทนการดู Spread เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเชิงแนวคิด:
Broker A
Spread = 0.2 Pip
Commission = $7 ต่อ Round Turn
Broker B
Spread = 1.0 Pip
Commission = $0
ไม่ได้หมายความว่า Broker A หรือ B ถูกกว่าเสมอไป เพราะต้องนำ
Lot Size
Pip Value
Spread
Commission
จำนวนครั้งที่เข้าออก
สกุลเงินของบัญชี
มาคำนวณร่วมกัน
MetaTrader รองรับโครงสร้าง Commission หลายรูปแบบ เช่น คิดตาม Deal, Volume, Direction หรือวิธีที่ Broker กำหนดไว้ใน Symbol Specification
วิธีคำนวณต้นทุน Spread Forex
แนวคิดพื้นฐานคือ
Spread Cost = Spread × มูลค่าต่อหน่วยราคา × Position Size
แต่การคำนวณเป็นเงินจะต้องดูรายละเอียดของ Symbol และบัญชีด้วย เพราะ Pip Value หรือ Point Value อาจแตกต่างกันตามคู่เงิน ขนาด Position อัตราแลกเปลี่ยน และสกุลเงินของบัญชี
ตัวอย่าง EUR/USD
สมมติว่า
Position Size = 0.10 Lot
Spread = 0.5 Pip
บัญชีเป็น USD
EUR/USD มี Pip Value ประมาณ $1 ต่อ Pip สำหรับ 0.10 Lot ภายใต้เงื่อนไขทั่วไป
ดังนั้นต้นทุน Spread โดยประมาณคือ
0.5 Pip × $1/Pip = $0.50
หากเปิดและปิด Position หลายครั้ง ต้นทุนรวมจาก Spread ก็จะสะสมเพิ่มขึ้น
หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ค่าคงที่สำหรับทุก Symbol หรือทุกบัญชี
ทำไม Scalping จึงต้องสนใจ Spread มากเป็นพิเศษ?
Scalping มักมีจำนวน Trade มากกว่ารูปแบบการเทรดที่ถือ Position นานกว่า
เมื่อจำนวนครั้งในการเข้าและออกเพิ่มขึ้น ต้นทุนต่อ Trade ที่ดูเล็กก็สามารถสะสมเป็นต้นทุนรวมที่มีนัยสำคัญได้
ตัวอย่างเช่น หากระบบหนึ่งมีต้นทุนเฉลี่ย $0.50 ต่อการเปิดและปิด Position และเกิด 20 Round Trips:
$0.50 × 20 = $10
หากเกิด 100 Round Trips:
$0.50 × 100 = $50
นี่คือเหตุผลที่กลยุทธ์ที่มี Trading Frequency สูงควรนำต้นทุนจาก Spread และ Commission เข้าไปอยู่ในระบบตั้งแต่ขั้นตอน Backtest
MetaTrader ยังสามารถนำ Historical Spread มาใช้ในการ Strategy Testing ได้ ดังนั้นการทดสอบระบบอัตโนมัติควรตรวจสอบว่า Spread ที่ใช้ในการทดสอบสะท้อนสมมติฐานของการเทรดจริงหรือไม่
Spread ส่งผลต่อ Day Trading, Swing Trading และ Position Trading อย่างไร?
ผลกระทบของ Spread ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อของ Trading Style เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
ขนาด Position
ระยะ Stop Loss
เป้าหมายของ Trade
จำนวนครั้งในการเข้าออก
Spread
Commission
Slippage
โดยทั่วไป หากกลยุทธ์มี Target สั้นและเข้าออกบ่อย ต้นทุนต่อ Trade จะมีความสำคัญมากขึ้น
ส่วนระบบที่ถือ Position นานกว่าและมี Trade Frequency ต่ำ ต้นทุน Spread อาจมีสัดส่วนเล็กลงเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของราคาที่ระบบพยายามจับ แต่ไม่ได้หมายความว่า Spread ไม่มีความสำคัญ
ดังนั้นไม่ควรกำหนดว่า “Scalping ต้องมี Spread เท่านี้” หรือ “Swing Trading ไม่ต้องสนใจ Spread” แบบตายตัว
Spread ขยายตัวช่วงไหน?
Floating Spread สามารถขยายได้เมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อสภาพคล่องลดลงหรือความผันผวนเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรระวัง ได้แก่
ช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ
เช่น
ตัวเลขการจ้างงาน
อัตราดอกเบี้ย
เงินเฟ้อ
GDP
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ
ช่วงดังกล่าวราคาอาจเคลื่อนไหวเร็วและสภาพคล่องอาจเปลี่ยนแปลง ทำให้ Spread และ Execution Conditions แตกต่างจากช่วงตลาดปกติ
ช่วงตลาดเปลี่ยน Session
ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง Session หรือช่วงที่ตลาดหลักบางแห่งเปิดหรือปิด สภาพคล่องของบาง Symbol อาจแตกต่างจากช่วงเวลาที่มีผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมาก
ช่วงวันหยุด
ช่วงวันหยุดหรือช่วงที่ตลาดสำคัญปิด สภาพคล่องอาจลดลงและเงื่อนไขการเทรดอาจแตกต่างจากวันปกติ
แทนที่จะใช้กฎตายตัว เช่น “ห้ามเทรด 5 นาทีก่อนและหลังข่าว” ควรตรวจสอบ Economic Calendar, Spread และเงื่อนไขของระบบในช่วงเวลาที่คุณต้องการเทรด
Spread ส่งผลต่อ Stop Loss อย่างไร?
Spread สามารถเกี่ยวข้องกับการ Trigger ของ Stop Loss เพราะ Buy และ Sell ใช้ราคาคนละฝั่ง
โดยทั่วไปใน Forex:
Buy เปิดที่ Ask และปิดที่ Bid
Sell เปิดที่ Bid และปิดที่ Ask
ดังนั้นหาก Spread ขยายตัวมาก ราคาฝั่งที่ใช้ในการ Trigger คำสั่งอาจเคลื่อนไหวไปถึง Stop Loss แม้ราคาที่แสดงบนกราฟจะดูเหมือนยังไม่ถึงระดับเดียวกัน
MetaTrader ระบุว่าในตลาด OTC เช่น Forex กราฟสามารถอ้างอิง Bid ขณะที่การ Execute ใช้ Bid และ Ask ดังนั้นการวิเคราะห์ Stop Loss จึงควรเข้าใจความแตกต่างของราคาทั้งสองฝั่งด้วย
วิธีเลือก Broker ที่มี Spread เหมาะสม
อย่าเลือก Broker จากคำว่า “Spread from 0.0” เพียงอย่างเดียว
ควรพิจารณาอย่างน้อย 7 ปัจจัย
1. Average Spread
ดูค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาที่คุณเทรดจริง ไม่ใช่เฉพาะ Spread ต่ำสุด
2. Commission
ตรวจสอบว่า Broker คิด Commission หรือไม่ และคิดแบบใด
3. Total Trading Cost
เปรียบเทียบ Spread + Commission แทนที่จะดู Spread เพียงอย่างเดียว
4. Trading Session
ดูว่า Spread ของ Symbol ที่คุณเทรดเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงเวลาที่คุณใช้งานจริง
5. News Conditions
ตรวจสอบว่า Spread และ Execution เปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงข่าวสำคัญ
6. Execution
Spread ต่ำไม่ได้หมายความว่า Execution จะดีที่สุดเสมอไป ควรพิจารณา Slippage และคุณภาพการส่งคำสั่งด้วย
7. Symbol Specification
ตรวจสอบรายละเอียดของแต่ละ Symbol เช่น
Digits
Point
Contract Size
Spread
Commission
Trading Sessions
Stop Level
MetaTrader แสดงข้อมูลเหล่านี้ผ่าน Symbol Specification และระบุว่าค่า Spread และ Commission สามารถถูกกำหนดแตกต่างกันตาม Symbol และเงื่อนไขของ Broker ได้
Spread ต่ำเหมาะกับทุกคนหรือไม่?
ไม่จำเป็น
Spread ต่ำมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อระบบของคุณ
เข้าออกบ่อย
มี Target สั้น
ใช้ Scalping
มีจำนวน Trade สูง
มี Edge ที่ค่อนข้างเล็กหลังหักต้นทุน
แต่หากคุณถือ Position เป็นเวลานานและมีเป้าหมายที่กว้างกว่า Spread อาจเป็นเพียงหนึ่งในต้นทุนหลายรายการที่ต้องพิจารณา
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้นทุนต้องสอดคล้องกับระบบเทรดของคุณ
Spread Forex ควรเท่าไรถึงเรียกว่าดี?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคู่เงินและทุก Broker
Spread ที่เหมาะสมควรพิจารณาจาก
Symbol + Trading Session + Account Type + Position Size + Trading Style + Commission
แทนที่จะกำหนดว่า EUR/USD ต้องต่ำกว่า X Points เสมอ
ตัวอย่างเช่น Spread ที่เหมาะสมสำหรับ Scalping อาจแตกต่างจากระบบ Position Trading เพราะความถี่ในการเข้าออกและระยะการถือ Position แตกต่างกัน
ดังนั้นวิธีที่ดีกว่าคือ เปรียบเทียบต้นทุนจริงของระบบในสภาวะที่คุณเทรด
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Spread Forex
Spread Forex คืออะไร?
Spread Forex คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ของคู่เงิน โดยเป็นหนึ่งในต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดและปิด Position
Spread 0 Point มีอยู่จริงหรือไม่?
อาจพบการเสนอราคา Spread ใกล้ศูนย์หรือ 0 Point ภายใต้เงื่อนไขบางช่วงหรือบางประเภทบัญชี แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนรวมเป็นศูนย์ เพราะบัญชีบางประเภทอาจคิด Commission แยกต่างหาก ควรตรวจสอบเงื่อนไขของ Symbol และบัญชีเสมอ
Spread กับ Pip ต่างกันอย่างไร?
Spread คือส่วนต่างระหว่าง Bid และ Ask ส่วน Pip เป็นหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคา
ตัวอย่าง EUR/USD แบบ 5-digit:
1 Pip = 10 Points
ดังนั้น Spread 10 Points อาจเท่ากับ 1 Pip
Spread ต่ำดีกว่าเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอไป ควรเปรียบเทียบ Spread, Commission และ Execution Cost รวมกัน บัญชีที่มี Spread ต่ำกว่าอาจมี Commission สูงกว่า
Spread มีผลกับ Scalping มากกว่าหรือไม่?
โดยทั่วไป Spread มีความสำคัญมากขึ้นกับกลยุทธ์ที่เข้าออกบ่อยหรือมี Target สั้น เพราะต้นทุนต่อ Trade ถูกสะสมจากจำนวนครั้งในการเทรด
ทำไม Spread ถึงกว้างขึ้นตอนข่าว?
ในช่วงข่าวสำคัญ ความผันผวนและสภาพคล่องอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ Spread ของบัญชีแบบ Floating เปลี่ยนแปลงได้
Stop Loss ถูกกระทบจาก Spread ได้หรือไม่?
ได้ เพราะ Buy และ Sell ใช้ราคา Bid และ Ask คนละฝั่ง หาก Spread ขยายตัว ราคาที่ใช้ Trigger Stop Loss อาจแตกต่างจากราคาที่มองเห็นบนกราฟอย่างชัดเจน
สรุป Spread Forex
Spread Forex คือส่วนต่างระหว่าง Bid และ Ask และเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญที่เทรดเดอร์ควรรู้ก่อนเปิด Position
สิ่งที่ควรจำมี 5 ข้อ:
Spread = Ask - Bid
อย่าสับสนระหว่าง Spread, Pip และ Point
Spread สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตาม Symbol และสภาวะตลาด
Spread ต่ำไม่ได้หมายความว่าต้นทุนรวมต่ำที่สุด เพราะอาจมี Commission
ควรเปรียบเทียบ Spread + Commission + Execution Cost ให้สอดคล้องกับ Trading Style ของคุณ
หากกำลังสร้างระบบเทรด Forex ควรนำต้นทุนเหล่านี้เข้าไปพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอน Backtest เพื่อให้ผลการทดสอบใกล้เคียงกับต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจริงมากขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
หากต้องการเข้าใจต้นทุนและการวางระบบเทรดให้ครบขึ้น แนะนำอ่านต่อ:
เรียนรู้การเทรด Forex อย่างเป็นระบบกับ Indy Trader
การเลือก Broker เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเทรด สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการมีระบบที่กำหนด Entry, Exit, Position Size และ Risk Management อย่างชัดเจน
หากต้องการพัฒนาความรู้และทักษะการเทรด Forex อย่างเป็นระบบ สามารถดู หลักสูตร Forex ของ Indy Trader และเลือกหลักสูตรที่เหมาะกับระดับและเป้าหมายการเทรดของคุณ
:format(webp))